แจ้งเกิดในฐานะศิลปินอินดี้หน้าใหม่อย่างเต็มตัว สำหรับ ‘SUPASS’ (ข้าวหอม) ที่เลือกถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด และตัวตนผ่านซิงเกิลเดบิวต์ “It’s My Time” เพลงที่ไม่ได้มีดีแค่ซาวด์ดนตรีที่ผสมผสานหลากหลายแนวได้อย่างน่าสนใจ แต่ยังบอกเล่าเบื้องหลังการต่อสู้กับคำดูถูก ความไม่มั่นใจ และความมุ่งมั่นที่จะเดินตามความฝันในแบบของตัวเอง
การเริ่มต้นเส้นทางศิลปินครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการปล่อยเพลงแรก แต่ยังเป็นการประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่า ถึงเวลาที่เธอจะได้เป็นตัวเองและทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ ALLPOP Thailand ชวนมาทำความรู้จักกับ SUPASS พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของเพลง “It’s My Time” ไปด้วยกัน
จากคำดูถูก สู่เชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เดินตามความฝัน
จุดเริ่มต้นของ “It’s My Time” มาจากประสบการณ์ตรงของข้าวหอม เมื่อความฝันในการเป็นศิลปินไม่ได้ได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเสมอไป แม้จะมีคนที่คอยให้กำลังใจและเชื่อมั่นในตัวเธอ แต่ก็ยังมีคำพูดบางอย่างที่ทำให้เกิดความท้อแท้และตั้งคำถามกับตัวเอง
SUPASS เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ว่า
“ตอนแรกที่ได้ยินคำพูดแรง ๆ ก็แอบท้อและเสียใจ และอยากถอยอยู่เหมือนกันค่ะ แต่พอนึกถึงคนที่คอย Support เรา และตัวเราที่พยายามมาตลอด หนูก็คิดว่าหนูจะหยุดเพราะแค่คำพูดแย่ ๆ ของคนส่วนน้อยไม่ได้”
แทนที่จะปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นกลายเป็นอุปสรรค เธอเลือกเปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดัน และกลั่นกรองความรู้สึกทั้งหมดออกมาเป็นบทเพลงที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการเดินหน้าตามความฝัน
สำหรับแนวดนตรีของเพลงนี้ SUPASS อธิบายว่าเป็นการผสมผสานหลายแนวเข้าด้วยกัน โดยสามารถจำกัดความได้ว่าเป็น Alternative Jazz-Pop ที่มีกลิ่นอายของ Funk ผ่าน Groove ของกลอง ทำให้เพลงมีเอกลักษณ์และจังหวะที่ชวนติดตาม

ลงมือ Produce ด้วยตัวเอง พร้อมทดลองสิ่งใหม่ในทุกขั้นตอน
นอกจากจะเป็นซิงเกิลเดบิวต์แล้ว “It’s My Time” ยังเป็นผลงานเพลงแรกที่ข้าวหอมลงมือ Produce ด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายในการเรียบเรียงเพลงและการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านองค์ประกอบทางดนตรี
หนึ่งในสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนระหว่างการทำงานคือโครงสร้างของเพลง โดยเดโมแรกมีท่อน Rap อยู่ด้วย แต่เมื่อนำมาทดลองใส่ในเพลงจริงกลับรู้สึกว่ายังไม่ลงตัว จึงต้องรื้อและปรับเปลี่ยนหลายครั้ง ก่อนจะกลายมาเป็น Verse 2 ในเวอร์ชันปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการทดลองดัดแปลงเสียง Synth และนำซาวด์แปลกใหม่เข้ามาผสมผสาน เพื่อสร้างมิติให้กับเพลงมากขึ้น
เบื้องหลังความสมบูรณ์ของเพลงยังมีเพื่อนร่วมงานคนสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มรายละเอียดทางดนตรี ได้แก่ โอ (Mayuree Phongladakomol) ที่ช่วยตีความและออกแบบไลน์กลอง จากเดิมที่ข้าวหอมเขียนเป็น MIDI ให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และ กาโต้ (Gatoinventer) ที่รับหน้าที่ออกแบบไลน์เบส รวมถึงดูแลด้าน Mixing, Mastering และ Sound Engineering

SUPASS ยังพูดถึงทั้งสองคนด้วยความประทับใจว่า
“ทำให้เพลงนี้ออกมามีชีวิตชีวา มี Groove ที่แน่นขึ้นค่ะ ถ้าขาด 2 คนนี้ไป เพลงนี้น่าจะขาดจิตวิญญาณไปเลยค่ะ”
ไม่เพียงแค่การทำเพลงเท่านั้น เพราะในส่วนของมิวสิกวิดีโอ (MV) ก็มีเรื่องราวเบื้องหลังที่ท้าทายไม่แพ้กัน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจนทำให้งบประมาณจำกัด SUPASS จึงต้องลงมือถ่ายทำและตัดต่อด้วยตัวเองทั้งหมด กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เธอได้เรียนรู้การทำงานในบทบาทอื่นนอกเหนือจากการเป็นศิลปิน
สิ่งที่เธอได้รับจากการ Produce เพลงนี้ ไม่ได้มีเพียงทักษะด้านดนตรี แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้วิธีเล่าเรื่องผ่านการเรียบเรียงเพลง การเลือกซาวด์ให้เหมาะกับแต่ละท่อน ตลอดจนการสื่อสารและทำงานร่วมกับทีมนักดนตรี ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เธอสามารถนำไปต่อยอดกับผลงานในอนาคตได้
Intro และ Outro กับเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนของ SUPASS
เมื่อพูดถึงท่อนเพลงที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ SUPASS เลือก Intro และ Outro ซึ่งทั้งสองส่วนต่างมีรายละเอียดและความหมายที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ Intro ที่เป็นเสียงผู้ชายพูด สะท้อนช่วงเวลาที่เธอกำลังสับสน ไม่แน่ใจว่าจะเดินต่อไปในทิศทางไหน แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการได้เป็นตัวของตัวเอง
“You know, I don’t really know where to begin… one thing’s for sure, I’m always gonna be ME.”
— ท่อน Intro จากเพลง “It’s My Time” โดย SUPASS
ขณะที่ท่อน Outro เป็นอีกส่วนที่เธอสนุกกับการสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ เพราะได้ทดลองนำเสียง Synth มาปรับแต่ง ผสมเสียงฝนและ Noise เข้าไป เพื่อเพิ่มมิติและบรรยากาศให้กับเพลง จนเจ้าตัวเปรียบกระบวนการนี้เหมือนการเป็นนักเคมีที่กำลังทดลองผสมสสารหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน
ส่วนท่อนที่สะท้อนความเป็นตัวเองได้ชัดเจนที่สุดคือ Verse 1 ในประโยค “Wanna rock wanna getting higher” ซึ่งสื่อถึงความทะเยอทะยานและความต้องการประสบความสำเร็จของเธอได้เป็นอย่างดี
“หนูเป็นคนทะเยอทะยานมากค่ะ อยากจะประสบความสำเร็จ อยากจะไปถึงเป้าหมายให้ได้ค่ะ”
ทุกองค์ประกอบของ “It’s My Time” จึงเปรียบเสมือนการนำเรื่องราว ความรู้สึก และความเป็น SUPASS มาถ่ายทอดผ่านเสียงดนตรี ตั้งแต่ความไม่มั่นใจในวันแรก ไปจนถึงความกล้าที่จะยืนหยัดในเส้นทางที่ตัวเองเลือก

ก้าวแรกของ SUPASS กับการเติบโตในเส้นทางศิลปินอิสระ
จากเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานและความตั้งใจที่ใส่ลงไปในทุกขั้นตอน “It’s My Time” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของข้าวหอมในฐานะศิลปินอิสระ ที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวและตัวตนผ่านบทเพลงของตัวเอง

ก่อนจะฝากผลงานแรกให้ทุกคนได้ติดตาม ข้าวหอมยังมีข้อความถึงแฟนเพลงและผู้ที่เพิ่งรู้จักเธอว่า
“สวัสดีทุก ๆ คนด้วยนะคะ หนู ข้าวหอม aka SUPASS เป็น Independent Artist หน้าใหม่ ที่บอกเล่าเรื่องราวและตัวตนลงในบทเพลง ยังไงก็ฝากทุกคนติดตามด้วยนะคะ ฝากเอาใจช่วยและค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกันนะคะ”
แฟนเพลงสามารถรับฟังและรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง “It’s My Time” ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube Channel: SUPASS พร้อมร่วมติดตามก้าวต่อไปของศิลปินอินดี้หน้าใหม่คนนี้ไปด้วยกัน
#ALLPOP_THAILAND #SUPASS #ItsMyTime #TPOP