สานต่อความสดใสจากกระแสเดบิวต์แบบไม่ให้พัก สำหรับเกิร์ลกรุ๊ปมาแรงแกะกล่อง ‘butterfliiii (บัต-เตอร์-ฟลี่)’ สังกัดค่าย Whoop Music และ What The Duck ภายใต้การปลุกปั้นของศิลปินและโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง ‘THE TOYS’ ซึ่งประกอบด้วย 4 สมาชิกสาวคาแรกเตอร์จัดจ้าน อาย่า, อลิส, จินนี่ และแอนนี่ หลังจากเคยสร้างความประทับใจด้วยซิงเกิลแรกแนว Hyper Pop สุดซุกซนไปแล้ว ล่าสุดพวกเธอกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความน่ารักระลอกใหม่ในซิงเกิลที่ 2 ที่มีชื่อว่า “butterfly effect (บินบิน)” เมื่อทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก กลายมาเป็นเพลงคลั่งรักสุดซน สำหรับการกลับมาในครั้งนี้ วงได้หยิบยกเอาคอนเซปต์ทฤษฎีความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยอย่าง “Butterfly Effect” ซึ่งเปรียบเปรยการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็ก ๆ สู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ มาตีความใหม่ในมุมมองของคนคลั่งรัก ถ่ายทอดความรู้สึกของการแอบชอบใครสักคนจนทุกการกระทำของอีกฝ่ายส่งผลต่อหัวใจและทำให้โลกทั้งใบสั่นไหว ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีนี้ยังแฝงความนัยที่เป็นตัวแทนของวง butterfliiii ในการตั้งใจสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ เพื่อผลักดันและเติมเต็มความแปลกใหม่ให้กับวงการเพลง T-Pop ดนตรี Hyper Pop สุดจัดจ้าน และทีมเบื้องหลังคุณภาพ ในพาร์ทดนตรี ซิงเกิลนี้ยังคงเลือกใช้แนวเพลง Hyper Pop ที่โดดเด่นด้วยซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ล้ำ ๆ ผสมผสานกับเมโลดี้จังหวะสนุกสนาน ชวนให้ผู้ฟังอยากลุกขึ้นมาขยับตาม โดยมีทีมเบื้องหลังฝีมือดีอย่าง djt มารับหน้าที่ Music Producer ร่วมแต่งเนื้อร้องและทำนองกับ Marc Tatchapon พร้อมด้วย jbank ที่ดูแลในส่วนของการเรียบเรียง บันทึกเสียง มิกซ์และมาสเตอร์อย่างพิถีพิถัน แฟนเพลงสามารถเข้าไปสัมผัสความน่ารักและร่วมบินลัดฟ้าไปกับ 4 สาว butterfliiii ได้แล้ววันนี้ในซิงเกิล “butterfly effect (บินบิน)” ทาง YouTube Channel: WHOOP Music และทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง #ALLPOP_THAILAND #butterflyeffect #บินบิน #butterfliiii #WhatTheDuckMusic #WhoopMusic #TPOP
เดือน: พฤศจิกายน 2026
เมื่อความรักพาเดินสู่กลางทะเลลึก! ‘JOONS’ ส่งซิงเกิลสากล “In Too Deep” ผสานซาวด์ยุค 2000s และบรรยากาศโตเกียว
สานต่อเส้นทางดนตรีสากลอย่างต่อเนื่องสำหรับศิลปินหนุ่ม ‘JOONS’ (มิน - ธิติพัฒน์ ผูกบุญเชิด) จากสังกัด ALGR ที่ล่าสุดกลับมาพร้อมกับซิงเกิลใหม่ป้ายแดง “In Too Deep” บทเพลงที่หยิบเอาความรู้สึกของการตกหลุมรักแบบไม่ทันตั้งตัว มาถ่ายทอดผ่านมุมมองที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ จากก้าวเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง สู่การยืนอยู่กลางทะเลลึก คอนเซปต์หลักของเพลงนี้เปรียบเปรยการตกหลุมรักเหมือนกับการเดินออกจากหาดทรายลงสู่ท้องทะเลทีละก้าวอย่างไร้การระแวดระวัง กว่าจะรู้ตัวอีกทีระดับน้ำก็ท่วมสูงจนยืนอยู่กลางทะเลกว้างและหันหลังกลับไม่ทันเสียแล้ว ทว่าความน่าสนใจคือตัวละครในเพลงไม่ได้พยายามว่ายน้ำหนีหรือหาทางกลับฝั่ง หากแต่เลือกที่จะยินยอมพร้อมใจและปล่อยตัวเองให้จมดิ่งลงไปในห้วงความรู้สึกนั้นอย่างเต็มใจ นอกจากเนื้อหาจะสะท้อนอารมณ์ความรักได้อย่างชัดเจนแล้ว เบื้องหลังท่อนฮุกติดหูอย่าง “Fallin’, Fallin’, Fallin’, Fallin’ In Too Deep” ยังมีที่มาสุดธรรมชาติจากไอเดียตอนอาบน้ำของเจ้าตัว ก่อนจะถูกนำมาขัดเกลาจนกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเน้นความอินให้เพลงนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซาวด์ดนตรีผสมผสานข้ามยุค และทริปเดินเล่นกลางกรุงโตเกียว ในพาร์ทการดีไซน์เสียงดนตรี JOONS เลือกที่จะสนุกกับการทดลองนำกลิ่นอายจังหวะและกรูฟของ Hip-Hop ยุค 2000s มาเบลนด์เข้ากับความวินเทจสไตล์ยุค 70s ควบคู่ไปกับ Modern Band Sound ทำให้ผลงานชิ้นนี้มีความเท่ มีจังหวะชวนโยก และมีมิติที่น่าสนใจ เสริมทัพความละมุนด้วยมิวสิกวิดีโอที่ยกกองไปถ่ายทำกันถึงเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถ่ายทอดภาพของชายหนุ่มที่กำลังเดินลัดเลาะไปตามถนนเพื่อไปหาใครบางคนในดวงใจ โดยมีบรรยากาศรอบตัวเป็นเพียงฉากหลังเพราะโฟกัสทั้งหมดพุ่งตรงไปที่คนปลายทางคนเดียวเท่านั้น แฟนเพลงสามารถกดเข้าไปซึมซับบรรยากาศและรับฟังเพลง “In Too Deep” ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube Channel: JOONS และทุกช่องทางสตรีมมิง #ALLPOP_THAILAND #JOONS #InTooDeep #ALGR #TPOP
“พลัง โลกศิลป์” คัฟเวอร์เพลงเวอร์ชันโอเปราทะลุล้านวิว ส่อแววลุยสายเพลงกับ underDOC Music
กลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโซเชียลมีเดีย เมื่อนักแสดงหนุ่ม “พลัง โลกศิลป์” ผู้ฝากผลงานการแสดงสุดเคี่ยวกรำในบทบาท ‘รุ่ยเจี๋ย’ จากซีรีส์เรื่องดัง ‘สงครามส่งด่วน’ ที่ออนแอร์ทางแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix ได้ลุกขึ้นมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการปล่อยคลิปวิดีโอคัฟเวอร์เพลงลงบนช่องทางส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง โดยความพิเศษที่ทำเอาชาวเน็ตอึ้งไปตาม ๆ กัน คือการนำบทเพลงต่าง ๆ มาเรียบเรียงและขับร้องในรูปแบบ “โอเปรา” ด้วยน้ำเสียงสุดทรงพลังจนยอดวิวพุ่งสูงตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน ไปจนถึงหลักล้านอย่างรวดเร็ว ดีกรีนักร้องโอเปราตัวจริง เรียนตรงจากจีนยาวนาน 20 ปี สำหรับแฟนเพลงและผู้ชมที่เพิ่งเคยสัมผัสพาร์ทการร้องเพลงของเขา อาจจะประหลาดใจกับคลิปเพลงวันแม่เวอร์ชันโอเปราที่สร้างความเซอร์ไพรส์จนกลายเป็นไวรัลหลักล้านวิว ทว่าหากย้อนดูปูมหลังจะพบว่า พลัง โลกศิลป์ มีทักษะการร้องเพลงคลาสสิกและโอเปราขั้นสูง โดยเจ้าตัวได้เดินทางไปศึกษาศาสตร์ด้านนี้โดยเฉพาะที่ประเทศจีนนานถึง 20 ปี รวมถึงเคยผ่านการแข่งขันในรายการร้องเพลงระดับชาติของจีนมาแล้วนับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกใจเลยที่เทคนิคและการควบคุมเสียงของเขาจะสะกดผู้ฟังได้อย่างเด็ดขาด จับตาความเคลื่อนไหว ส่อแววซุ่มเปิดตัวกับ underDOC Music นอกจากความฮอตของคลิปคัฟเวอร์แล้ว สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือความเคลื่อนไหวทางฝั่ง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับและหัวเรือใหญ่แห่ง underDOC Film (ค่ายผู้สร้างซีรีส์ สงครามส่งด่วน และ ทนายปีศาจ) ที่ได้ออกมาโพสต์ฝากเนื้อฝากตัวพร้อมเปิดตัวแอคเคานท์ค่ายเพลงน้องใหม่ underDOC Music (IG: @underdoc.music) ส่งผลให้เกิดกระแสคาดเดาในหมู่นักสืบโซเชียลว่า การที่พลังขยันอัปคลิปโชว์เสียงร้องถี่ ๆ ในช่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงโปรเจกต์เดบิวต์ในฐานะศิลปินเพลงภายใต้สังกัดใหม่นี้ก็เป็นได้ แฟน ๆ ที่คิดถึงการแสดงของ 'รุ่ยเจี๋ย' สามารถเข้าไปติดตามรับชมคลิปร้องเพลงสุดอลังการได้ทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวของเขา และต้องมารอลุ้นกันว่าโปรเจกต์พิเศษระหว่าง พลัง โลกศิลป์ กับ underDOC Music จะออกมาสร้างความตื่นเต้นให้วงการเพลงไทยในรูปแบบไหนเร็ว ๆ นี้ ภาพ : underDOC Music #ALLPOP_THAILAND #พลังโลกศิลป์ #รุ่ยเจี๋ย #สงครามส่งด่วน #underDOCmusic #TPOP
เปลี่ยนคำดูถูกเป็นพลัง! ‘SUPASS’ ศิลปินอินดี้หน้าใหม่ โชว์ฝีมือโปรดิวซ์เองในซิงเกิลเดบิวต์ “It’s My Time” พร้อมบทสัมภาษณ์เจาะลึกทุกขั้นตอนการทำงาน
แจ้งเกิดในฐานะศิลปินอินดี้หน้าใหม่อย่างเต็มตัว สำหรับ ‘SUPASS’ (ข้าวหอม) ที่เลือกถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด และตัวตนผ่านซิงเกิลเดบิวต์ “It's My Time” เพลงที่ไม่ได้มีดีแค่ซาวด์ดนตรีที่ผสมผสานหลากหลายแนวได้อย่างน่าสนใจ แต่ยังบอกเล่าเบื้องหลังการต่อสู้กับคำดูถูก ความไม่มั่นใจ และความมุ่งมั่นที่จะเดินตามความฝันในแบบของตัวเอง การเริ่มต้นเส้นทางศิลปินครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการปล่อยเพลงแรก แต่ยังเป็นการประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่า ถึงเวลาที่เธอจะได้เป็นตัวเองและทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ ALLPOP Thailand ชวนมาทำความรู้จักกับ SUPASS พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของเพลง “It's My Time” ไปด้วยกัน จากคำดูถูก สู่เชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เดินตามความฝัน จุดเริ่มต้นของ “It's My Time” มาจากประสบการณ์ตรงของข้าวหอม เมื่อความฝันในการเป็นศิลปินไม่ได้ได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเสมอไป แม้จะมีคนที่คอยให้กำลังใจและเชื่อมั่นในตัวเธอ แต่ก็ยังมีคำพูดบางอย่างที่ทำให้เกิดความท้อแท้และตั้งคำถามกับตัวเอง SUPASS เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ว่า “ตอนแรกที่ได้ยินคำพูดแรง ๆ ก็แอบท้อและเสียใจ และอยากถอยอยู่เหมือนกันค่ะ แต่พอนึกถึงคนที่คอย Support เรา และตัวเราที่พยายามมาตลอด หนูก็คิดว่าหนูจะหยุดเพราะแค่คำพูดแย่ ๆ ของคนส่วนน้อยไม่ได้” แทนที่จะปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นกลายเป็นอุปสรรค เธอเลือกเปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดัน และกลั่นกรองความรู้สึกทั้งหมดออกมาเป็นบทเพลงที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการเดินหน้าตามความฝัน สำหรับแนวดนตรีของเพลงนี้ SUPASS อธิบายว่าเป็นการผสมผสานหลายแนวเข้าด้วยกัน โดยสามารถจำกัดความได้ว่าเป็น Alternative Jazz-Pop ที่มีกลิ่นอายของ Funk ผ่าน Groove ของกลอง ทำให้เพลงมีเอกลักษณ์และจังหวะที่ชวนติดตาม ลงมือ Produce ด้วยตัวเอง พร้อมทดลองสิ่งใหม่ในทุกขั้นตอน นอกจากจะเป็นซิงเกิลเดบิวต์แล้ว “It's My Time” ยังเป็นผลงานเพลงแรกที่ข้าวหอมลงมือ Produce ด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายในการเรียบเรียงเพลงและการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านองค์ประกอบทางดนตรี หนึ่งในสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนระหว่างการทำงานคือโครงสร้างของเพลง โดยเดโมแรกมีท่อน Rap อยู่ด้วย แต่เมื่อนำมาทดลองใส่ในเพลงจริงกลับรู้สึกว่ายังไม่ลงตัว จึงต้องรื้อและปรับเปลี่ยนหลายครั้ง ก่อนจะกลายมาเป็น Verse 2 ในเวอร์ชันปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการทดลองดัดแปลงเสียง Synth และนำซาวด์แปลกใหม่เข้ามาผสมผสาน เพื่อสร้างมิติให้กับเพลงมากขึ้น เบื้องหลังความสมบูรณ์ของเพลงยังมีเพื่อนร่วมงานคนสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มรายละเอียดทางดนตรี ได้แก่ โอ (Mayuree Phongladakomol) ที่ช่วยตีความและออกแบบไลน์กลอง จากเดิมที่ข้าวหอมเขียนเป็น MIDI ให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และ กาโต้ (Gatoinventer) ที่รับหน้าที่ออกแบบไลน์เบส รวมถึงดูแลด้าน Mixing, Mastering และ Sound…